วิเคราะห์ ภาวะโลกร้อน กับ An Inconvenient Truth
วิเคราะห์ ภาวะโลกร้อน กับ An Inconvenient Truth
What is blog ??

ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ปรากฏการณ์เรือนกระจก
ปรากฏการณ์เรือนกระจกคืออะไร?
"ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) คือ ปรากฏการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ์ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรทที่สะท้อนกลับถูกดูดกลืนโดยโมเลกุลของ ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) และ CFCsไนตรัสออกไซด์ (N2O)ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูงขึ้นมีการถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นการถ่ายเทพลังงานและความยาวคลื่นของโมเลกุลเหล่านี้ต่อๆกันไป ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเกิดการสั่นการเคลื่อนไหว ตลอดเวลาและมาชนถูกผิวหนังของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อน
เรือนกระจกในประเทศในเขตหนาวมีการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยการควบคุมอุณหภูมิความร้อนโดยใช้หลักการที่พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจก แต่ความร้อนที่อยู่ภายในเรือนกระจกไม่สามารถสะท้อนกลับออกมา
กลไกของสภาวะโลกร้อน
กลไกของสภาวะโลกร้อน
ในสภาวะปกติ โลกเราจะได้รับพลังงานประมาณ 99.95 % จากดวงอาทิตย์ ในรูปแบบของการแผ่รังสี พลังงานที่เหลือมาจากความร้อนใต้ภิพซึ่งหลงเหลือจากการก่อตัวของโลกจากฝุ่นธุลีในอวกาศ และการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยู่ในโลก
ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาโลกเราสามารถรักษาสมดุลย์ของพลังงานที่ได้รับอย่างดีเยี่ยม โดยมีการสะท้อนความร้อนและการแผ่รังสีจากโลกจนพลังงานสุทธิที่ได้รับในแต่ละวันเท่ากับศูนย์ ทำให้โลกมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตหลากหลาย
กลไกหนึ่งที่ทำให้โลกเรารักษาพลังงานความร้อนไว้ได้ คือ "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) โดยโลกจะมีชั้นบาง ๆ ของแก๊สกลุ่มหนึ่งเรียกว่า "แก๊สเรือนกระจก" (greenhouse gas) ที่ทำหน้าที่ดักและสะท้อนความร้อนที่โลกแผ่กลับออกไปในอวกาศให้กลับเข้าไปในโลกอีก หากไม่มีแก๊สกลุ่มนี้ โลกจะไม่สามารถเก็บพลังงานไว้ได้ และจะมีอุณหภูมิแปรปรวนในแต่ละวัน แก๊สกลุ่มนี้จึงทำหน้าที่เสมือนผ้าห่มบาง ๆ ที่คลุมโลกที่หนาวเย็น
การณ์กลับกลายเป็นว่าในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกเราได้มีการสะสมแก๊สเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน การเพิ่มขึ้นของแก๊สเรือนกระจกทำให้โลกไม่สามารถแผ่ความร้อนออกไปได้อย่างที่เคย ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสมือนกับโลกเรามีผ้าห่มที่หนาขึ้นนั่นเอง
เทคนิคการทำ google seo เบื้องต้น
เทคนิคการทำ google seo
เบื้องต้นเราทุกคนในที่นี้ คงทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า Google คือ search engine อันดับ 1 ของโลก ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก วัน ๆ หนึ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ต จะใช้บริการของ Google Search บ้าง Google Products บ้าง และ พูดคุยกันในฟอรั่ม หรือ เว็บบอร์ด เกี่ยวกับ Google ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน
ดังนั้น การที่จะทำให้เว็บไซต์ index ใน Google นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทำให้เว็บติด search หน้าแรก ๆ หรือ อันดับสูง ๆ ของ keywords เฉพาะใน Google Search นั้น นับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า
สำหรับเว็บไซต์ที่ทีมงาน Wittybuzz ดูแลอยู่นั้น 92% ของ web traffic จะมาจาก direct hits ผ่าน Google Searchเทคนิคการทำ Google SEO ที่สำคัญ 4 ข้อที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราติด ranking ที่ดีกว่าเว็บไซต์ของคู่แข่ง ของผลการค้นหาใน Google Search นั้น ได้แก่
1.) ควรเลือกใช้ keywords ให้ตรงกับเว็บไซต์ หรือ web page แต่ละหน้าให้มากที่สุด
การเลือกใช้ keywords ให้ตรงกับ web page เป็นหลักสำคัญสุด สำหรับการทำ web page ให้ติดอันดับต้น ๆ ของ main keyword ซึ่งเป็นคำทั่ว ๆ ไปนั้น ยากกว่า การใช้ keyphrase ซึ่งเป็นการเอา main keyword มารวมกับคำอื่น เป็นคำผสม (Compound Words) ขึ้นมา กลายเป็นวลีสำคัญ (keyphrase) ที่มีความหมาย ยกตัวอย่าง เช่น จะเป็นการยากที่เราจะเน้นโปรโมตเว็บไซต์ ด้วยคำว่า SEO เฉย ๆ ซึ่งมีคู่แข่งใน Google Search อยู่ตอนนี้ 241,000,000 web pages ซึ่ง SEO ทั่วโลก ที่เปิดให้บริการทั่วโลก แข่งขันกันอย่างหนัก ซึ่งเราให้บริการแค่อยู่ในไทย ก็ไม่เอาควรเอาไม้ซี่ไปงัดไม้ซุง ดังนั้น เราควรจะเน้นที่คำว่า Thai SEO หรือ Thailand SEO ซึ่ง มีคู่แข่งอยู่ไม่กี่ web pages เอง และ เป็นอะไรที่ตรงตัวกับเราที่สุด รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจออนไลน์ ให้เราขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน
สาเหตุของภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อน เป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอซซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึงผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อุทกภัย ปะการังเปลี่ยนสีและการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ประเทศตามแนวชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชียอาคเนย์
จากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตรายเหล่านี้พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก 60-350 ล้านคน
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศบริเวณใกล้ผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส และจากแบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศพบว่าในปี พ.ศ. 2544 – 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง รวมไปถึงสารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ใช้ และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ที่ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆสูงขึ้นจากเดิม
ผลกระทบของภาวะโลกร้อนนั้นก็มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ สภาพลมฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติจนมีคนเสียชีวิต รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ๆ หรือโรคระบาดที่เคยหายไปจากโลกนี้แล้วก็กลับมาให้เราได้เห็นใหม่ และพาหะนำโรคที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้หลายวิธี หลักๆก็เห็นจะเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด เพราะว่าพลังงานที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าจะมาถึงให้เราได้ใช้นั้น ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนในการผลิตมากมาย และแต่ละขั้นตอนก็จะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นมา เพราะฉะนั้นการลดใช้พลังงานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ การใช้น้ำอย่างประหยัด การใช้จักรยานแทนรถยนต์ในการเดินทางใกล้ๆ และอื่นๆอีกมากมาย
การปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ อย่างที่เรารู้กันดีว่าในเวลากลางวัน ต้นไม้นั้นจะช่วยหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกมาเป็นก๊าซออกซิเจน เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเราโดยแท้ แต่ทว่าปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายและมีจำนวนลดลงไปอย่างมาก ฉะนั้นถ้าเราทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ ก็เหมือนกับช่วยเพิ่มเครื่องฟอกอากาศ
ความแตกต่างระหว่าง Blog กับ เว็บไซต์
ในเบื้องต้น Blog จะแตกต่างจากเว็บไซต์แบบ Static ตรงที่ Blog จะมีเรื่องให้น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นบทความใหม่ ๆ ที่มีให้อ่านมากกว่า มีพื้นที่ให้ผู้อ่านได้โต้ตอบได้ จนกระทั่งมีผู้กล่าวไว้ว่า Blog จะมาแทนที่เว็บไซต์นิ่ง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนโบรชัวร์ออนไลน์
สำหรับประเด็นที่ทำให้ Blog แตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วไป มีดังนี้
1. มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านได้ หรือที่เราเรียกว่า Interactive นั่นเอง
2. บทความใน Blog จะเขียนในรูปแบบที่เป็นกันเอง และดูเหมือนการสนทนา มากกว่าในเว็บไซต์
3. ระบบที่ใช้เขียน Blog นั้นง่าย ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเซียนคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเขียน Blog ได้
4. อัพเดทได้บ่อยมาก และยิ่งอัพเดทบ่อย จะยิ่งดีต่อการมาเก็บข้อมูลของ Search Engine นะ นั่นจะทำให้ตำแหน่งผลการค้นหาของเราใน Search Engine นั้นสูงตามไปด้วย
5. Blog เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำการตลาดแบบไวรัส (Viral Marketing)
รายชื่อ Blog ฟรี
รายชื่อ Blog ฟรี
การเพิ่ม Backlink อีกวิธีก็คือการทำ Blog ฟรี ผมได้ทำการรวบรวม Blog ฟรีที่ผมใช้ในการทำ SEO ไว้ให้
3 กลยุทธ์ในการทำ SEO
เราทุกคนต่างรู้ว่าลิ้งค์เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่ออันดับเว็บคุณใน Google, Yahoo และ Live/MSN แต่เพื่อให้อันดับเว็บของคุณยั่งยืน ไม่ตกแม้ว่าอัลกอริธึมจะเปลี่ยนไป ผมแนะนำให้คุณหาเฉพาะลิ้งค์คุณภาพเท่านั้น ลิ้งค์ต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยง
- ลิ้งค์ที่มาจากหน้าที่มีแต่ลิ้งค์เยอะ ๆ อย่างเดียว ไม่มีเนื้อหาใด ๆ เลย
- ลิ้งค์ที่ได้มาฟรีจาก Spam Network เช่น ลิ้งค์ฟาร์ม เว็บริง (Web Ring)
SEO คืออะไร
SEO หรือ Search Engine Optimization คือส่วนที่จะมาช่วยเติมเต็มความสำเร็จให้กับเว็บของคุณ ด้วยการดึงผู้เข้าเยี่ยมชมคุณภาพ ในปริมาณมาก มาจากระบบค้นหาชื่อดังต่าง ๆ อาทิ Google.com Yahoo.com และ MSN.com หรือ Live.com เหตุที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเหล่านี้มีคุณภาพ เพราะผู้คนเหล่านี้ เข้ามาจากการค้นในคำที่ตรงกับธุรกิจที่คุณอยู่ นั่นหมายความว่า พวกเค้าค้นหาสิ่งที่คุณขาย ในเวลาที่เค้ามีความต้องการซื้อ และเมื่อพวกเค้าเจอเว็บของคุณซึ่งมีสิ่งที่เค้ากำลังต้องการในผลการค้นหา โอกาสที่จะแปลงผู้เข้าเยี่ยมชมเหล่านี้เป็นลูกค้ามีสูงมากกว่าคนธรรมดาที่ เข้าเยี่ยมชมเว็บโดยไม่มีเป้าหมายหรือความต้องการใด ๆ และมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนต่อหน่วย สูงกว่าการหว่านโฆษณาตามสื่อใหญ่ ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งไม่สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนเทียบเท่ากับการโฆษณาผ่านระบบ ค้นหา แต่ขั้นตอนการทำนั้นมีอยู่มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฏที่ Search Engine ต่าง ๆ ได้ตั้งเอาไว้ หรือเป็นวิธีที่ผิดกฏอย่างร้ายแรง หรือผสม รวม ๆ กันไป ซึ่งผมจะค่อย ๆ โพสความรู้ให้อ่านกันเป็นระยะ ๆ แล้วกันครับ ( ตั้งแต่ white hat ถึง black hat )
What is seo
What is seo ???
SEO (Serche Engine Optimize) คือ การปรับแต่งเว็บไซท์ให้มีผลการค้นหาในกลุ่มคำค้นหา (Keyword) ที่ต้องการติดอยู่ในหน้าแรก (อันดับ 1-10) ของเซิร์สเอ็นจิ้น โดยเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซท์จากผลการค้นหาที่เป็นปกติที่แสดงทาง ฝั่งซ้ายมือของเซิร์สเอ็นจิ้น (organic search results) โดยต้องทำการปรับแต่งให้เว็บไซท์ให้เป็นมิตรกับเซิร์สเอ็นจิ้น (search engine friendly) เพื่อให้บอทของเซิร์สเอ็นจิ้นมาเก็บข้อมูลไปอินเด็กซ์ได้สะดวกและต้องทำการ เพิ่ม Link Popularity ให้กับเว็บไซท์ หรือพูดได้ว่าการทำ SEO นั้นต้องทำควบคู่กันไปทั้งจากภายในเว็บไซท์และภายนอกเว็บไซท์ (On-Page Factor และ Off-Page Factor)





